กระแสรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในไทยกำลังมาแรง หลายคนรับรถมาแล้วแต่ยังกังวลเรื่องการชาร์จไฟที่บ้าน การเสียบชาร์จกับปลั๊กบ้านทั่วไป (Emergency Charge) เป็นเวลานานอาจก่อให้เกิดความร้อนสะสมและเสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้ได้
วันนี้ NAAMU INNOVATION สรุป 5 ข้อสำคัญที่คุณต้องเช็คก่อนติดตั้ง Wallbox เพื่อความปลอดภัยสูงสุดครับ
1. ขนาดมิเตอร์ไฟฟ้าต้องเพียงพอ
บ้านทั่วไปมักใช้มิเตอร์ขนาด 5(15)A หรือ 15(45)A ซึ่งอาจไม่พอสำหรับการชาร์จรถ EV ที่กินไฟสูงต่อเนื่อง หากคุณจะติด Wallbox ขนาด 7kW ขึ้นไป แนะนำให้เปลี่ยนมิเตอร์เป็นขนาด 30(100)A หรือขอติดตั้งมิเตอร์ลูกที่ 2 สำหรับรถ EV โดยเฉพาะ เพื่อแยกวงจรและใช้โปรโมชั่นค่าไฟ TOU (Time of Use) ที่ประหยัดกว่าในช่วงกลางคืน
2. สายเมนและสายดิน (Ground) ต้องได้มาตรฐาน
สายไฟที่เดินมายังจุดชาร์จต้องมีขนาดถูกต้องตามพิกัดกระแส (ปกติใช้สายขนาด 6-10 sq.mm. ขึ้นไป) และที่สำคัญที่สุดคือ "ระบบสายดิน" ค่าความต้านทานหลักดินต้องไม่เกิน 5 โอห์ม หากระบบกราวด์ไม่ดี เครื่องชาร์จบางรุ่นจะไม่ยอมทำงานเพื่อความปลอดภัย
3. เลือกเบรกเกอร์ชนิด RCBO Type B
นี่คือจุดที่หลายคนมองข้าม! การชาร์จรถ EV อาจเกิดกระแสไฟรั่วไหลในรูปแบบ DC (กระแสตรง) ซึ่งเบรกเกอร์กันดูดทั่วไป (Type A หรือ AC) ตัดไม่ได้ คุณจำเป็นต้องติดตั้ง RCD Type B หรืออย่างน้อยต้องเป็น Type A ที่มีวงจรตรวจจับ DC 6mA เพื่อป้องกันไฟดูดได้อย่างสมบูรณ์
4. ตำแหน่งติดตั้ง (Location)
ควรติดตั้งในจุดที่อากาศถ่ายเทสะดวก ไม่โดนแดดจัดหรือฝนสาดโดยตรง (แม้ Wallbox จะกันน้ำได้ระดับ IP54/IP65 แต่การเลี่ยงแดดฝนจะยืดอายุการใช้งาน) และความยาวสายชาร์จควรพอดี ไม่ตึงเกินไปเมื่อเสียบเข้าตัวรถ
5. ทีมช่างติดตั้งต้องมีความเชี่ยวชาญ
งานติดตั้ง EV Charger คืองานวิศวกรรมไฟฟ้าที่ไม่ควรทำเอง หรือใช้ช่างทั่วไป ควรใช้บริการจากบริษัทที่มีวิศวกรเซ็นรับรองแบบ เพื่อความมั่นใจและใช้เป็นหลักฐานในการประกันภัยบ้านได้
"ความปลอดภัยไม่ใช่เรื่องที่ควรประหยัด การลงทุนกับระบบไฟที่ได้มาตรฐาน คือการปกป้องรถและบ้านที่คุณรัก"
หากคุณกำลังมองหาทีมงานมืออาชีพดูแลงานติดตั้ง EV Charger ในพื้นที่ ชลบุรี ศรีราชา พัทยา ปรึกษา NAAMU INNOVATION ได้เลยครับ เราสำรวจหน้างานให้ฟรี!